พระนามบัตรของในหลวง
posted on 25 Feb 2008 11:18 by sengkaraoke in cool
งานนิทรรศการที่มีชื่อเต็ม ๆ แบบยาวเฟื้อยว่า Power of Symbolization, Power of Colors The World of Hiromi Inayoshi, Socail Design Innovator เป็นการจัดแสดงผลงานการออกแบบของคุณฮิโรมิ อินาโยชิ ซึ่งเป็นนักออกแบบสัญลักษณ์และการใช้สีที่มีชื่อเสียง, เป็นที่รู้จักกันดีของผู้คนค่อนโลกโดยเฉพาะในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา
โดยนิทรรศการจัดขึ้นตลอดทั้งเดือนกันยายน ณ ชั้น 6 อาคารพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีภาพถ่าย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้นิสิตคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม รวมทั้งผู้สนใจทั่วไปได้ศึกษาถึงวิธีคิดและการออกแบบผลงานของนักสร้างสรรค์ระดับโลก โดยมี ศ.ดร.เปี่ยมภัคดิ์ เมนะเศวต คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ เป็นประธานในพิธีเปิด เมื่อบ่ายวันที่ 1 กันยายน 2549
พลังของสัญลักษณ์และอำนาจของสีในผลงานการออกแบบ“พระนามบัตร”ของในหลวง ทำให้วารสารข่าวสาร “ในวงการพิมพ์” ต้องขอสัมภาษณ์พิเศษคุณฮิโรมิ อินาโยชิ เพื่อค้นหาแนวคิดการออกแบบและล้วงลึกถึงกระบวนการพิมพ์มานำเสนอ โดยมี ดร.เสรี เจริญกิจมงคล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ช่วยแปล
คุณฮิโรมิ กล่าวว่า การมีโอกาสได้เป็นผู้ออกแบบ “พระนามบัตร” ในหลวงนั้น มีที่มาจากเมื่อครั้งได้ไปจัดนิทรรศการแสดงผลงานการออกแบบสัญลักษณ์และสี ในงานของสหประชาชาติ ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี เมื่อปี 2545 และมีบุคคลในสำนักพระราชวังไปเห็นฝีมือ จึงให้ความสนใจและหารือถึงการสร้างผลงานเพื่อถวายในหลวง เนื่องในวโรกาสครบรอบ 75 พรรษา
ด้วยความที่ชำนาญเรื่องการออกแบบสัญลักษณ์บุคคลและการให้สี การหารือทั้ง 2 ฝ่ายจึงมุ่งไปที่เรื่องของการผลิตสิ่งพิมพ์ และในที่สุดจึงลงเอยที่การเลือกทำนามบัตร ดั้งนั้น จึงปรากฎเป็นผลงานการออกแบบนามบัตรจำนวน 4 แบบ ดังที่ปรากฎให้เห็น “พลังของสัญลักษณ์และอำนาจของสี” ที่สะกดให้ผู้ที่ได้พบเห็นต้องจ้องมองด้วยความสนใจ นั่นคือ
แบบที่ 1 มีคอนเซ็ปต์มาจากตัว “A” ซึ่งเป็นพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯคือ “อดุลยเดช” และส่วนของจุดสีที่อยู่ภายในแทนสีของแก้วนพรัตน์หรืออัญมณี 9 ประการ อันเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์
แบบที่ 2 มีคอนเซ็ปต์มาจากการพนมมือไหว้ของคนไทย อันเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อได้ถึงความเป็นคนไทย ขณะเดียวกัน ก็มีจุดสีของแก้วนพรัตน์รายล้อมอยู่ภายใน สื่อถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ของไทย
แบบที่ 3 มีคอนเซ็ปต์มาจากเครื่องดนตรีคือแซกโซโฟน ซึ่งในหลวงทรงโปรดเป็นพิเศษและมีจุดสีของแก้วนพรัตน์แสดงเอกลักษณ์ของพระมหากษัตริย์อีกเช่นกัน
แบบที่ 4 มีคอนเซ็ปต์มาจากพระนาม “ภูมิพล” ซึ่งเมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษจะขึ้นต้นด้วยตัว “B” แล้วออกแบบรูปร่างทำเป็นปีกพญาครุฑ ภายในบรรจุจุดสีของแก้วนพรัตน์แสดงเอกลักษณ์พระมหากษัตริย์ เพื่อให้เป็นในแนวทางเดียวกันหมด
อย่างไรก็ตาม ในแบบที่ 4 นับว่ามีเอกลักษณ์จากการมองให้ตีความได้หลากหลาย โดยนอกจากคอนเซ็ปต์ที่มาจากพระนามของในหลวงแล้ว บางคนอาจจะมองเห็นเป็นหัวเรือสุพรรณหงส์ หรือช่อฟ้าของวัดไทยก็ได้
“ช่วงที่กำลังคิดเพื่อออกแบบนั้น ส่วนใหญ่จะไม่เคร่งเครียดมากนักกับรูปแบบที่จะออกมา แต่จะใช้จิตนาการไปตามธรรมชาติ มองไปที่การสื่อสัญลักษณ์เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ แต่พอได้รูปแบบอะไรออกมาแล้ว ก็มานั่งคิดและไตร่ตรองดูว่า ใช่หรือไม่ เท่านั้น”
เป็นที่น่าสังเกตุว่า การออกแบบ “พระนามบัตร” จะเน้นภาพสัญลักษณ์มากกว่าการสื่อความหมายด้วยภาษาของตัวอักษร ดังที่ปรากฎในนามบัตรทั่วไป โดยที่คุณฮิโรมิ อธิบายว่า จริง ๆ แล้วการออกแบบนามบัตรทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ถูกต้อง ถ้าพูดถึงระดับนานานาชาติ จะนิยมทำสัญลักษณ์มากกว่าใช้ภาษาของตัวอักษร
“นามบัตรที่ดีจะไม่นิยมพิมพ์ชื่อตัวเองหรือชื่อบุคคลขนาดใหญ่ ตัวหนังสือจะออกแบบเพียงให้ดูเป็นมันขึ้นมาและสื่อภาษาเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนามบัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็คงไม่จำเป็นต้องเน้นชื่อ และไม่จำเป็นต้องใส่ที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ สื่อเพียงแค่เป็นพระมหากษัตริย์ของไทยก็เพียงพอ”
คุณฮิโรมิ กล่าวว่า จริง ๆ แล้วการออกแบบสัญลักษณ์ไม่เหมือนกับภาพวาดทั่วไป ที่มองเห็นของจริงแล้ววาดภาพเหมือนออกมา แต่งานออกแบบของตนเองไม่ได้มองภาพจริงวาดภาพเหมือน แต่เป็นการใช้จิตนาการนึกภาพออกมาเป็นสัญญลักษณ์แทนตัวบุคคล
เมื่อถามว่า ความคิดขณะออกแบบตั้งใจเพื่อให้ในหลวงใช้พระราชทานแก่บุคคลอื่นด้วยหรือไม่ คุณฮิโรมิหัวเราะก่อนตอบว่า ก็เห็นพระองค์ท่านมีการพระราชทานเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการมีรับสั่งให้พิมพ์เพิ่มด้วย โดยใช้โรงพิมพ์ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ดำเนินการ
แต่พระนามบัตร ซึ่งเป็นการออกแบบสัญลักษณ์นี้เป็นการใช้ส่วนพระองค์มากและไม่เป็นทางการ เพราะส่วนที่เป็นทางการในหลวงท่านก็มีตราประจำรัชกาล หรือตราสัญลักษณ์เนื่องในวโรกาสต่าง ๆ อยู่แล้ว ความคิดขณะออกแบบจึงไม่ได้มุ่งให้เป็นงานเป็นการมากนัก
อย่างไรก็ตาม ความคิดขณะออกแบบนั้น สิ่งที่คำนึงถึงอย่างมากคือเรื่องระบบการพิมพ์ ซึ่งจะต้องมีลูกเล่นให้แปลกตา, มีความหมายและลูกเล่นที่ไม่ซ้ำแบบใคร หรือทำการพิมพ์ลอกเลียนแบบไม่ได้ง่าย ๆ
“ระบบการพิมพ์จะค่อนข้างพิถีพิถัน อย่างเช่น การใช้สีพิเศษ กระดาษก็จะต้องเป็นของ Arjo Wiggins Fine ซึ่งเป็นกระดาษของฝรั่งเศส เครื่องพิมพ์ก็จะกำหนดให้ต้องใช้เครื่องพิมพ์โรแลนด์และไฮเดลเบิร์กเท่านั้น รวมทั้งอื่น ๆ ซึ่งจะมีการกำหนดรายละเอียดปลีกย่อยให้โรงพิมพ์ดำเนินการทั้งหมดเลย รวมทั้งจะเข้าไปดูแลและควบคุมการพิมพ์งานด้วยตัวเองด้วย”
ขั้นตอนการพิมพ์ “พระนามบัตร” จะทำการพิมพ์สีพื้นก่อนแล้วทำการพิมพ์ฟอยล์ตบท้าย โดยในส่วนจุดสีของนพรัตน์หรือสีอัญมณีทั้ง 9 เม็ด จะต้องพิมพ์ทั้งหมด 18 สี กล่าวคือ พิมพ์ครั้งแรกจำนวน 9 สีหรือ 1 รอบ และพิมพ์ 9 สีอีก 1 รอบทับอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่า แต่ละสีจะมีการพิมพ์ 2 ครั้ง โดยกว่าจะได้งานออกมาดังที่ตั้งใจ ต้องทำการปรู๊ฟถึง 12 ครั้ง
พลังสัญลักษณ์และอำนาจของสี “พระนามบัตร” จึงปรากฏออกมาอย่างมีเสน่ห์และเสมือนมีเวทย์เมนต์สะกดให้ทุกคนที่ได้พบเห็นต้องเพ่งมอง!!

สุดยอดดดดด
เป็นบุญตาค่ะ
#1 By ArchmaniaC on 2008-02-25 11:45