เทศกาลหมา หมา(และแมว):3

posted on 06 Nov 2009 06:05 by sengkaraoke  in onGoing

 

เซ็งบรมเลยครับ เพิ่งมีปัญหากับ Photobucket เวปที่ฝากรูปไว้

ทำให้รูปที่เคย post ใน entry เก่าๆหายหมด!!

ตอนนี้ผมเลยต้องเปิด account ใหม่ใช้ไปก่อน ส่วน entry เก่าค่อยมาแก้กันอีกที(ถ้าไม่ขี้เกียจ)

.

.

 

มาต่อกันจากเทศกาลหมา หมา จากครั้งก่อนในตอนสุดท้าย

 

หมาพันธุ์ Miniature Schnauzer นี่หนวดเค้ารุงรัง หน้าตาเป็นลุงหนวดอย่างที่เห็นอยู่แล้ว

ไม่ได้ถูกโกนขนเหลือไว้แต่เครานะ

 

หมา Siberian Husky คู่นี้กำลังถ่ายแบบกันอยู่เลย

เห็นหน้าดุๆเหมือนหมาป่า แต่ว่าตัวจริงใจดี เล่นได้นะ

 

เจ้านี่ก็เป็นหมาในเมืองหนาวอีกตัว American Eskimo dog

ที่เห็นว่าเหมือนจะอ้วน นี่จริงๆแล้วตัวไม่ใหญ่นะ ขนมันฟูหลายชั้น นุ่มมือมากๆ

 

เดินมาเจอวัตถุปริศนา คิดว่าใครเอาผ้าขี้ริ้วมาวางแถวนี้วะ

 

ที่ไหนได้ พอมันขยับตัวลุกขึ้นมา ที่แท้เป็นเจ้าหมา Puli หมาปั่นขน dred lock นี่เอง

จับไปจับมา ไม่ค่อยเหมือนเล่นกับหมาเลย เหมือนลูบหัวคนมากกว่า (ชาวเรกเก้คงชอบกัน)

 

หมา Pug ถูกจับแต่งแฟนซี หน้าเลยบึ้งเชียว (หรือมันบึ้งอยู่แล้วหว่า)

 

หมาที่ขี้เหร่ที่สุดในงาน แต่ขอโทษ เป็นพันธุ์แท้มาจาก Mexico นะครับ ชื่อยาวๆจำไม่ได้

ดูไปดูมาออกแนวน่าสงสาร เลยไม่ค่อยมีใครเล่นด้วยเลย

 

Saint Bernard ทำหน้าเหนื่อยๆเซ็งๆ เพราะคนเข้ามาเล่นกับมันทั้งวัน

 

ตัวนี้เห็นแล้วนึกถึงหมีขาวขั้วโลก เพราะตัวขาว, ขนนุ่ม และตัวใหญ่มากๆ

 

ลองเทียบสเกลกับคนดู 

 

ตัวสุดท้ายนี่เค้าฮอตจริงๆ French Bulldog เนี่ย ติดอันดับหมายอดนิยมอันดับต้นๆ

ของคนอเมริกันเลยนะ น่าจะเป็นเพราะว่ามันน่ารัก, ตัวขนาดกำลังดี, สุภาพ และไม่ขี้เห่า

 

อย่างที่เห็น กำลังมีรายการทีวีมาสัมภาษณ์คุณลุงเจ้าของอยู่

ว่าแล้วลุงแกเลยอุ้มเจ้าตัวสีดำขึ้นมาโชว์ออกกล้องเสียหน่อย

 

สักพักได้ยินเสียงเห่า ทั้งคนทั้งหมาเลยก้มมาดูว่าเหิดอะไรขึ้นเนี่ย

 

เอ้า! เจ้าสีน้ำตาลอีกตัวอิจฉาตัวสีดำซะงั้น ทั้งเห่าทั้งตะกุยให้เจ้าของอุ้มมั่ง

 

ลุงเลยต้องอุ้มมันขึ้นมาออกกล้องมั่ง ดูหน้ามันสิ น่าหมั่นไส้ ปนน่าขยี้เล่นมากๆ

 

-----------------------------------------------------------------------------------------

 

เสื้อที่ใส่ไปในงานวันนั้น ของ RUHEL (อีก upscale brand ในเครือของ Abercrombie)

bid มาจาก e-bay เพราะมันปักหมา French Bulldog นี่แหละ น่ารักโคตร

แต่วันนั้นหนาว เลยใส่ jacket ทับ เลยไม่มีใครเห็นอะ

Review: รองเท้าเชือก เชือก(2)

posted on 29 Oct 2009 23:54 by sengkaraoke

 

รองเท้า Converse รุ่น John Varvatos

ปกติแล้วผมเองไม่ใช่แฟนรองเท้า Converse เรียกได้ว่าไม่อยู่ในความสนใจด้วยซ้ำไป

แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มี Coverse รุ่นพิเศษที่ออกแบบโดย John Varvatos (อ่านว่าอะไรเนี่ย)

ซึ่งฮิตกันมากๆมากระตุ้นความสนใจ ได้ยินว่าที่เมืองไทยเองก็นิยมกันพอสมควร

บางร้านหิ้วมาขายกันถึงคู่ละ 4-5 พันบาท!

 

นับว่าเป็น Converse ที่ราคาใจร้ายเอาเรื่องทีเดียว!

.

.

 

John Varvatos เป็น fashion designer ชาว american ที่เป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาแรงมากคนนึง

ซึ่งเค้ามาดังเป็นพลุก็ตอนที่ออกแบบให้ Converse collection นี้แหละ

ปัจจุบันแกมี brand เสื้อผ้าเป็นของตัวเองแล้ว แถมแพงใช้ได้เลย

 

รองเท้า Converse ที่น้าแกออกแบบมีเป็นสิบรุ่นเลย แต่ที่เด่นจริงๆก็เห็นจะเป็นรุ่นนี้

Multi Eyelets เชือกเป็นยางยืด ร้อยไปมายุ่งๆ สะดุดตาแบบนี้แหละ

ทำให้หมดสิทธิ์ถอดเชือกออกมาแน่นอน เพราะร้อยกลับเข้าไปใหม่ไม่ได้แน่ๆ

 

พื้นเป็นยางใสๆ เห็นทะลุคำว่า All Star ข้างในเป็น signature ของ collection นี้เลย

คู่นี้เป็นทรง classic ของ Chuck Taylor ทำจากหนังกลับสี bedge รับกลับพื้นยางสีน้ำตาล

ส่วนลายไหม้ๆ เปื้อนๆที่เห็นนั้น เค้าพิมพ์มาในเนื้อยางเลย คือเซอร์ได้ทันที

ไม่ต้องรอเลอะเทอะตามธรรมชาติ

 

ด้านในรองเท้าแอบเล่นลวดลายนิดๆ

ส่วนป้ายที่เห็นยับๆนั่น เค้าก็ตั้งใจทำออกมายังงั้นจากโรงงาน และใช้กับ collection เสื้อผ้าด้วย

 

พอได้ลองใส่ converse ครั้งแรก บอกได้เลยครับ ว่าเจ็บเท้า..

มันคับๆแข็งๆ บอกไม่ถูก ต้องถอดเอาแผ่น insole ออก แล้วหาแผ่นรองบางๆใส่เข้าไปแทน

คาดว่าต้องใส่สักพักให้รองเท้ามันขยายขึ้นหน่อย น่าจะใส่ได้สบายขึ้น

 

แถม size ของ Converse ยังออกแปลกๆ ปกติผมใส่ size US 9 แต่คู่นี้ US 8 ก็ใส่พอดีแล้ว

ใครที่สนใจ เผื่อ size ไว้หน่อยก็ดี

 

คู่นี้ผมไปได้มาจากร้านมือสอง ในสภาพใหม่เอี่ยม ป้ายยังแขวนอยู่เลย แต่ไม่มีถุงผ้าให้

ราคา $29 จากปกติ $125

 

สรุป: รองเท้าเท่ห์, ทน ใส่แล้ว match กับเสื้อผ้าได้หลายแนว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกางเกงยีนส์เซอร์ๆ แต่ใส่เดินนานๆไม่ไหว เจ็บเท้าไปหน่อย

 

ปล.เทศกาลหมา หมา ตอน 3 ขอยกยอดไปตอนหน้านะครับ

edit @ 30 Oct 2009 22:16:06 by sengkaraoke

 

entry นี้จัดให้หลายๆท่านที่เรียกร้องอยากชมเหล่าแมวเหมียวในงาน Meet the Breeds

อาจจะมีไม่มากเท่ากับส่วนของหมาเพราะเค้านำมาโชว์แค่ 40 สายพันธุ์ ขณะที่เจ้าตูบ

กลับขนมาถึง 160 พันธุ์! แมวจะน้อยกว่าแต่ความน่ารักไม่แพ้กัน มาดูกันเลยดีกว่า

.

.

.

แมวที่ใครๆก็อยากมาเห็นตัวจริง เจ้า Sphinx หรือแมวไร้ขนนั่นเอง

ก่อนเข้าไปเล่นกับมัน เจ้าของเค้าขอให้ช่วยล้างมือก่อนนิดนึงด้วยน้ำยาที่เตรียมไว้

เพราะว่ามันไม่มีขน เลยมีโอกาสติดเชื้อทางผิวหนังค่อนข้างง่าย

 

เท่าที่จับๆดู ตัวมันก็นิ่มๆแปลกๆดี บอกไม่ถูกว่ามันน่ารักหรือเปล่า

ดูไปดูมาเหมือนป้าแก่ๆเลยเนอะ..

 

 

ใครจำเจ้าแมวตัวร้ายในการ์ตูน Disney's เรื่อง Lady and Tramp ได้บ้าง

จริงๆมันคือ แมวไทย หรือ Siamese cat ของเรานี่เอง!

 

ในการ์ตูนดูโหดๆ แต่ตัวจริงหน้าหวาน และสีสวยมากๆเลย

 

 

แมวพม่า หรือ Burmese cat เองก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

 

แมวญี่ปุ่นที่หน้าตายังกะเดินออกมาจากการ์ตูน  เจ้า Japanese Bobtail

 

ที่บูธนี้สะดุดตากับเจ้าของก่อนเลย ก็เจ๊เล่นแต่งตัวมาเต็มสูบ เด่นกว่าแมวซะงั้น

 

ลองมาเล่นมันใกล้ๆ เจ้าแมวรัสเซีย Russian Blue

ขนสีเทาเนียนๆ สวยมากๆ แถมตายังเป็นสีฟ้าอีกแน่ะ

 

 

ดูเผินๆนึกว่าแมวป่า ซึ่งเจ้าของเค้าบอกว่ามันสืบเชื้อสายมาจากแมวป่าจริงๆ

 

เห็นน่ารักอย่างนี้ สมัยอียิปต์เค้านับถือมันเป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์เลยนะ

เจ้า Abyssinians แมวที่สืบเชื้อสายมากว่าพันปี!

 

 

ตัวสุดท้ายนี้ชอบมาก แมว Persian อยู่นี่เอง

เจ้าตัวนี้ถูกตัดขนซะเกรียน(นี่ขนสั้นแล้วนะ) แถมพิเศษที่สีขนใต้ตามันเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ

ตัดกับขนขาวมากของมัน เลยดูเหมือนแมวแก้มแดงไปเลย

 

เจ้านี่ฮอตมากๆ คนรุมเล่นมันใหญ่เลย รอตั้งนานกว่าจะถึงคิว

ขอบอกว่าขนมันนุ่มมากๆ แต่ไม่กล้าลูบมาก กลัวขนมันดำ

หน้าตามัน ดูแล้วง่วงนอนได้อีก.. งั้นผมไปนอนก่อน(อ้าว!)

 

ครั้งหน้ารอพบกับรวมฮิตหมาแบบเต็มๆตอนสุดท้ายนะครับ 

เทศกาลหมา หมา(และแมว):1

posted on 19 Oct 2009 13:38 by sengkaraoke  in onGoing

 

วันนี้ผมเพิ่งกลับจากการไปชมงานหนึ่ง ซึ่งมีความสุขมากๆจนเก็บไว้ไม่อยู่ ต้องรีบอัพ

entry นี้เลยอาจยาวนิดนึง และน่าจะลากไปหลายตอนติด(ถ้ายังไม่ขี้เกียจเขียน)

.

.

 

งานนั้นก็คือ Meet the Breeds 2009 หรือ เทศกาลหมา หมา(และแมว) 

งานเดียวที่รวบรวมหมาและแมว กว่า 200 สายพันธุ์ มาให้ทุกคนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด!

จัดโดย American Kennel Club ค่าตั๋วหน้างาน $12 ที่ Javis Center เพียงสองวันเท่านั้น

 

รูปแบบงานกล่าวคือ เค้าจะรวบรวมสมาคมของหมาและแมวพันธุ์ต่างๆมาออกบูธ

เพื่อให้ความรู้ และให้ผู้ชมได้สัมผัสกับหมาพันธุ์นั้นๆอย่างใกล้ชิด ซึ่งในส่วนอื่นๆก็เช่น

การออกบูธขายของ, การประกวด และแสดงความสามารถของหมา ฯลฯ

 

หลักๆคือผมจะเดินตระเวณเล่นกับเจ้าตูบตามบูธต่างๆ เสียเป็นส่วนใหญ่

ซึ่งเจ้าของเค้าก็ nice กันมากๆ ชวนเราคุย และยินดีให้เล่น หรือถ่ายรูปหมาได้ตามสบาย

.

.

 

Chinese Cha-Pei เจ้าหมาจีนหน้าย่น หน้าตามึนๆ

 

ว่าแล้วก็ต้องขยี้ๆๆ เล่นซะ นุ่มนิ่มมากๆเลย อยากจูงกลับไปเล่นต่อที่บ้าน

 

Bullterrier หมาพันธุ์นี้หน้ามันเหมือนวัวจริงๆ ฮาดีแฮะ ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อก่อน

เค้าใช้เป็นหมาล่าเนื้อ ไม่ก็เอาไว้กัดกันเป็น fighting dog

 

ถ้าฝรั่งเค้าชอบตัวไหนมากๆ ก็เข้ามาขอถ่ายรูปคู่เป็นธรรมดา(ยังกะดาราเลย)

 

ส่วนตัวนี้กลับเหมือนแกะ Bedlington terrier เป็นหมา Hunter ที่ได้สมยานามว่า

A lion's heart with a lamb's face

 

Chiba หมาญี่ปุ่น หน้าตาก็ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น เหนื่อยครับ หลับไปแล้ว

แต่เราก็ยังเข้าไปลูบๆเล่นมันได้ เจ้าของไม่ว่า ขนนิ่มอีกเช่นกันแต่ว่าตัวเล็กกว่าที่คิด

 

สบายไปไหมน้อง หนุนเจ้า Mastiff แทนหมอนซะงั้น

 

หมาอะไรไม่รู้ตัวใหญ่มากๆ กำลังพยามยามเรียกร้องความสนใจโดยการลงไปนอนหงาย

ให้คนมาเกาพุงให้ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง คนมาเกาเล่นกันเพียบ ทำตัวน่ารักได้อีก

 

หมาอียิปต์ก็มีนะ เจ้า Pharoh Hound ต้นแบบของหัวเทพเจ้า Anubis นั่นแหละ

 

ทำตาซึ้งเชียวนะ เจ้า Boston Terrier

 

เหมือนกันไปไม๊ หมา Chow Chow กับเจ้าของ

 

หมาสิงโตตัวเบิ้มขนฟู นุ่มมือมาก ผมกอดเล่นจนเพลินเลย(หมานะไม่ใช่เจ้าของ)

 

ขอพักกินน้ำแปบนึงฮับ ชักจะยาวไปละ ไปติดตามกันต่อตอนหน้า.. เจ้า Shi-Su ว่ายังงั้น..

edit @ 19 Oct 2009 22:53:32 by sengkaraoke

Review: รองเท้าเชือก เชือก(1)

posted on 09 Oct 2009 22:25 by sengkaraoke  in Shopping

 

รองเท้า Camper รุ่น PEU

ผมจำได้ว่า shop ของรองเท้า Camper ในเมืองไทยอยู่ตรงชั้น 1 Siam Dicorvery

เคยเข้าไปดูแล้วชอบ เพราะรองเท้าสวย แต่แพงมากๆ

ส่วนที่ NY นั้น Camper เองก็แพงเหมือนกัน และก็ไม่ได้เป็น brand ที่ pop เท่าไหร่

(ตามร้านมือสองเลยหาไม่ค่อยได้) ก็เลยยังหา Camper สวยๆ ราคาโดนๆมาใส่ไม่ได้สักที

 

พอดีว่า เมื่อหลายเดือนก่อนร้าน Camper แถว SOHO จัด sale ประจำปี

แต่เจ้ารุ่นที่ผมชอบยังลดราคาไม่จุใจ คือแค่ประมาณ 35% ก็ตกคู่ละเกือบร้อย

ซึ่งนับว่าแพงอยู่ แต่พอเดินผ่านไปอีกไม่กี่ block กลับเจอร้านรองเท้าประเภทซำเหมา

เอาคู่นี้มา sale 50% เหลือ $44 ราคาถูกกว่า shop Camper ซะยังงั้น

.

.

 

Camper เป็น brand รองเท้าสัญชาติ Spain ที่ก่อตั้งมาร่วม 35 ปี โดยมีจุดเด่นคือ

รองเท้าหนังลำลองที่ใส่สบาย และมี style ที่เป็นเอกลักษณ์

 

ส่วนที่โดดเด่นของรุ่น PEU ที่เห็นนี้คือ เชือกรองเท้าที่พันออกมาเก๋ไก๋อย่างที่เห็น

กับทรงตรงส่วนปลายรองเท้าที่ออกจะบานๆหน่อย ใส่สบายรับกับรูปเท้าพอดี

 

คู่ที่เห็นนี้เป็นรุ่น PEU แต่อยู่ใน Collection "Mediterranean Sneakers" อีกที

ซึ่ง collection นี้ออกมาในช่วง spring-summer ที่ผ่านมา โดยออกแบบภายใต้แนวคิด

รองเท้าที่ดูสบายๆ สำหรับใส่ในช่วงอากาศดีๆ อารมณ์ว่า ใส่แล้วเหมือนเดินเล่น

อยู่ริมทะเล Mediterranean ประมาณนั้น

 

รายละเอียดที่รุ่นนี้ถูกปรับจากรุ่น PEU ที่เป็นหนังแบบเดิมคือ วัสดุทีใช้เปลี่ยนมาเป็น

ผ้า Cotton และพื้นยาง Organic (ไม่รู้ว่ามันต่างจากไม่ organic ยังไง) 

และรูปแบบรองเท้าที่ดูแล้วออกแนว Converse!

แต่ถูกใส่รายละเอียดที่ดูเป็น Camper ลงไป

 

รวมๆแล้วคู่นี้ก็ดูแล้วสวยดี ออกแนวน่ารักๆเหมือนตัวการ์ตูนอะไรสักอย่าง

ใส่แล้วเข้ากับกางเกงขาสั้นมากๆ แต่ไม่ค่อยเข้ากับกางเกงยีนส์เท่ห์ๆเท่าไหร่

 

แม้เชือกจะปรับไม่ได้ แต่ก็กระชับเท้าอย่างไม่น่าเชื่อ และสิ่งที่ทำให้ผมชอบมากๆก็คือ

คู่นี้ใส่เดินสบายจริงๆครับ ซึ่ง Camper เองเค้าก็ขึ้นชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว

 

ป้าย tag ที่ให้มา เป็นไปใน theme เดียวกัน คือรูปแว่นกันแดด น่ารักดี

 

สรุป : สวย ใส่สบาย เหมาะกับขาสั้น ไม่เหมาะกับยีนส์เซอร์ๆ

และวันฝนตกน้ำนอง (เพราะเน่า และเหม็นง่ายตามสูตรรองเท้าผ้า)

 

ปล. 1.ลืมถ่ายรูปใต้พื้นรองเท้า!

      2.ครั้งหน้ามีรองเท้าประเภทเชือกแรงๆมาให้ชมกันอีกคู่นึง

อันตรายจาก e-bay(2)

posted on 29 Sep 2009 23:04 by sengkaraoke  in Shopping

 

หูฟัง Bluetooth ของ Jawbone

Jawbone ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดของหูฟัง Bluetooth ก็ว่าได้ ด้วยคุณสมบัติการตัดเสียงรบกวน

ได้อย่างยอดเยี่ยม, วัสดุคุณภาพดีระดับ Militay grade แถมการออกแบบยังทำออกมาได้ดีมากๆด้วย

คือดูสวยงาม หรูหรา แต่ว่าไม่"มาก"เกินไป คือใส่แล้วดูไม่เป็นส่วนเกินของใบหน้า.. ว่ายังงั้น

 

ราคาเต็มมันอยู่ที่ $128 แพงบรมพอๆกับมือถือเครื่องนึงเลย

แต่พอ Jawbone รุ่นใหม่ออกมา รุ่นเก่าเลยราคาลงวูบ ถูกสุดใน e-bay ผมหาได้ $40 เอง

เลยสอยของใหม่มา แต่กลับพบว่า..

 

ปุ่มเจ๊งครับ!

 

เลยส่งคืนไป เพื่อให้เค้าส่งอันใหม่มาให้ ที่ไหนได้ พอได้อีกอันมา..

 

เจ๊งอีกแล้ว!!!

 

คราวนี้มัน charge ไฟไม่เข้า อะไรมันจะห่วยแตกปานนั้น

คราวนี้ขอเงินคืนเลยครับ ไม่เอาแล้ว พอกันที seller เจ้านี้โดน negative feedback จากผมไปเต็มๆ

 

--------------------------------------------------------------------------------------------

 

case iPhone รุ่น Protective ของ Incase

หลังจากช้ำใจจากเจ้า incase ในครั้งที่แล้ว แต่ผมยังไม่ยอมแพ้ครับ บังเอิญมาเจอรุ่นนี้เข้า

เป็น Silicone เนื้อดีรุ่น Protective ปกติราคา $30 แต่นี่รวมๆแล้ว $8.99 เอง

เค้าบอกว่าเป็นของใหม่ แต่ open box คือเป็นของที่ลูกค้าเอามาคืนที่ร้าน

 

พอได้ของมาปั๊บ เช็คดูทุกอย่าง ok ใหม่จริงๆ ยกเว้นแต่ว่า..

 

ด้านบนตรงช่องเสียบ headphone มันขาดซะงั้น!!

 

ครั้งนี้เซ็งอย่างรุนแรง เพราะเพื่อนที่ซื้อด้วยกันกับ seller คนนี้ได้ของมาไม่มีปัญหาอะไร

พอผมโวยกลับไป seller คืนเงินให้เลย นั่นหมายความว่า ผมไม่ต้องส่งของคืนกลับไป

 

iPhone ผมเลยอยู่คู่กับเจ้า case นี้มาจนถึงปัจจุบัน..

(ถ้าของฟรี แต่ขาดนิดหน่อย ผมไม่ซีเรียสหรอกครับ )

 

------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

นาฬิกาข้อมือ Mini Cooper

เจ้าเรือนนี้ผมจำได้ว่ามันออกมานานพอสมควรแล้วนะ ตั้งแต่เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว

จำได้ว่าตอนนั้นชอบมากๆ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ เพราะศูนย์ Mini บ้านเราเอาเข้ามาขายราคาเป็นหมื่น

พอมาที่อเมริกา ผมก็ลองค้นหาตามเวปต่างๆ ก็พบว่าไม่มีใครขาย เพราะมันหมด stock ไปนานแล้ว..

 

วันดีคืนดีเกิดบังเอิญหาเจอใน e-bay เลย bid มาได้ในราคา $80 จากราคาเต็ม $200

ในสภาพใหม่ แต่ไม่มีกล่อง และใบรับประกันให้ 

 

พอได้ของ พบว่าทุกอย่างตรงตามที่ seller บอกไว้ ยกเว้นแต่ว่า..

 

นาฬิกาเรือนนี้.. มันไม่เดินครับ!!!

 

ผมไปซื้อ battery ใหม่มาลองเปลี่ยนมันก็ไม่เดิน เข้าใจว่ากลไกข้างในมันเจ๊งแน่ๆ

ทีแรก ตั้งใจว่าจะเอาไปให้ช่างซ่อมเอง แต่ดูไปดูมาแล้ว นาฬิกาสวยก็จริง แต่มันไม่เข้ากับ

ข้อมือเราเท่าไหร่ แถมสายยังรัดแบบกำไล เวลาใส่รู้สึกอึดอัดนิดๆ สรุปว่าส่งคืนดีกว่า

 

ทีแรก seller กวนตีนมากๆ ไม่คืนเงินให้ แล้วยังมาอ้างว่าผมเป้นคนทำเจ๊งเอง

สุดท้ายผมต้อง dispute เรื่องผ่าน Paypal จนเค้าตัดสินว่าให้ส่งของกลับ

แล้ว seller ค่อยคืนเงินให้..

 

เฮ้อออ.. ซื้อของผ่าน e-bay บางทีมันก็เหนื่อยยังงี้แหละครับ

 

ปล.สุดท้ายก็ได้ Jawbone มาใช้สมใจ(จาก seller คนอื่นนะ)

อันตรายจาก e-bay(1)

posted on 25 Sep 2009 12:20 by sengkaraoke  in Shopping

ผมเองได้รับคำถามค่อนข้างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยในการซื้อของผ่าน e-bay

ครั้นจะเขียนอธีบายกันแบบหมดเปลือก เกรงว่าจะสามารถออก pocket bookได้เล่มนึง

ครั้งนี้เลยขอยก case เด่นๆที่โดนเข้ากับตัวเต็มๆมาเล่าสู่กันฟัง พอเป็นอุทาหรณ์

.

 

การซื้อของ online โดยเฉพาะการซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายอย่าง e-bay นั้น

แม้ว่าจะมีข้อได้เปรียบคือ ราคาที่ถูกกว่ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อผ่าน website

ที่ขายของโดยตรง หรือเดินไปซื้อตามร้าน

 

แต่ข้อเสียร้ายแรงอย่างหนึ่งที่ต้องแลกมาจากการซื้อของ e-bay นั่นก็คือ

มันเป็นการตัดสินใจซื้อ โดยพิจารณาจาก "รูปถ่าย" และ "ความน่าเชื่อถือ" 

ของผู้ขายเท่านั้น

 

สรุปง่ายๆคือ ซื้อของโดยไม่ได้ทดลอง หรือจับต้องของจริงนั่นเอง

ด้วยเหตุที่ว่า ทำให้การซื้อของผ่าน e-bay นั้นมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราพบว่าของที่ซื้อมา ไม่ตรงกับที่เราเห็นในเวป

 

ยกตัวอย่างเช่น

.

 

LEGO X-Pod

ไอ้เจ้ากระปุกสีสันสดใสที่เห็นนี้เค้าเรียก Lego รุ่น X-pod ซึ่งข้างในบรรจุด้วย Lego

ชิ้นเล็กๆ ตาม theme ต่างๆ ขนาดเหมาะมือ พกพาไปเล่นที่ไหนก็ง่าย

ที่เมืองไทยเคยมีการนำรุ่นแรกเข้ามาจำหน่าย แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก

พอรุ่นใหม่ๆออกมาเลยหาซื้อที่ไทยไม่ได้แล้ว

 

ปกติเจ้า X-pod ขายกันอยู่ที่กระปุกละ $7(ไม่รวมค่าส่ง) แต่ที่ผมได้มานี้คุ้มสุดๆ

5 ชุด $15 เอง(จากปกติ $35) แถม free shipping ด้วย แต่ว่าเป็นของ used

เมื่อผมได้ของมาลองต่อเล่น กลับพบว่า..

 

มี 2 กระปุก ที่ชิ้นส่วนหายไป 3-4 ชิ้น!!

 

ผมจึงโวยกลับไปที่ seller เค้าตอบกลับมาว่า ให้เช็คดูก่อนว่าชิ้นไหนหายไปบ้าง

พอผมบอกไป seller ที่ว่าก็รีบคืนเงินให้ โดยบอกว่าไม่ต้องส่งของกลับมา

ให้เก็บไว้เลย เพราะเขาไม่ได้ต้องการมันแล้ว!!

 

สรุปว่า case นี้ ได้ Lego มาเล่นฟรีเนียนๆครับ

 

--------------------------------------------------------------------------------------------

 

iPhone case รุ่น Slider ของ Incase

หลังจากใช้ iPhone case ของ Belkin มาสักพัก ผมพบว่าไม่ work เลยครับ

เพราะขอบ case หนามากๆ กดปุ่มไม่สะดวก แถมตัว case เองก็หนาเตอะ

ทำให้ iPhone ดูเทอะทะอย่างไรไม่ทราบ ว่าแล้วก็เลยมองมาที่ Incase

เพราะ design สวย และคุณภาพดี แต่เสียอย่างเดียวคือ แพง!

 

มาเจอเข้าอันนึงเป็นของ used เค้าบอกว่าสภาพดี เห็นในรูปก็ไม่มีปัญหาอะไร ราคาเต็มมัน $35

แต่นี่ bid ได้มา $18 แต่พอได้เห็นของจริง ที่ไหนได้..

 

เยินสุดๆ case ถลอกเละไปหมด

 

(รูปที่ post บนเวปเค้า retouch มาอย่างเนียน) 

พอโวยกลับไป เจ้าตัว seller รีบโทรมาตอนนั้นเลย ทำเป็นขอโทษอย่างนั้นอย่างนี้..

 

สรุปว่าก็ต้องเสียค่าส่งกลับไปให้มัน ถ้าอยากได้เงินคืน  (ก็ต้องส่งละครับ)

 

--------------------------------------------------------------------------------------------

 

Camera case ของกล้อง Panasonic Lumix LX3

ผมเองมองหา case เล็กๆ กันกระแทกดีๆ และที่สำคัญคือ สวยงามดูเข้าชุดกันกับ LX3

มาสักพักหนึ่งแล้ว ดูไปดูมาถูกใจรุ่นนี้ เลยสั่งซื้อมาแค่ $10 เอง แถม free shipping

มาจาก Netherland ด้วย พอได้ของปั๊บ พบว่ามันส่งมาจาก Hong Kong นี่หว่า

แต่ประเด็นก็คือ..

 

case มันเล็กไป ยัดกล้องยังไม่เข้าเลยครับ!!

 

ใน description มันบอกชัดๆว่า ใช้กับ LX3 ได้ พอผมโวยกลับไปว่าขอเงินคืน

โดยไม่ส่งของกลับเพราะค่าส่งกลับจากที่นี่มันแพงมาก แพงกว่าค่า case อีก

แล้วจะส่งกลับหาพระแสงทำไม

seller เองก็ตอบตกลง แต่..

 

ขอให้ผม"ทำลาย" case ที่ว่าให้ไม่สามารถใช้งานได้อีก

แล้วส่งรูปกลับไป เค้าถึงจะคืนเงินให้..(ประมาณว่ากลัวเราได้ของไปฟรีๆ)

 

สุดท้ายก็ออกมาอย่างที่เห็นละครับ

.

 

เหมือน seller จะโรคจิตนิดๆนะว่าไหม..

 

 

ปล. จริงๆที่แรกว่าจะ retouch รูปส่งกลับไป แต่ผมเองไม่เก่ง Photoshop เท่าไหร่ 

กลัวออกมาไม่เนียน เลยไม่เสี่ยงดีกว่า

edit @ 25 Sep 2009 13:29:56 by sengkaraoke