เมื่อหลายวันก่อนระหว่างพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับเรื่อง shopping

มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมา ว่าอะไรบ้างที่อยากซื้อก่อนกลับเมืองไทย?

.

.

 

คำตอบคือ มีหลายๆอย่างมาก ยกเว้นพวกเสื้อผ้าที่ซื้อไปเยอะแล้ว

ก็เหลือแต่บางอย่างที่แพงสักหน่อยที่ยังชั่งใจอยู่ เพราะถึงแม้ของที่นี่จะถูกกว่าเมืองไทยพอสมควร

และเงินที่หาได้จากการทำงานโง่ๆตามร้านอาหารไทยมันก็มากอยู่

 

แต่สรุปแล้วหลายๆอย่างมันก็ยังดูฟุ่มเฟือยไปอยู่ดี

นับไปนับมามีอยู่ 8 อย่าง เรียงลำดับจากราคาถูกไปหาแพง

 

 

1.USB flash drive ของ Mimobot

เอาเข้าจริงมันก็คือ USB flash drive ธรรมดานี่เอง แต่โดดเด่นทีการออกแบบที่เหมือนกับ

designer toy โดยเค้าจะมีโครง figure เปล่าๆไว้ชุดนึง จากนั้นจึงเชิญ Artist ดังๆมาออกแบบให้

ไม่ก็ดึง charactor ดังๆมาใช้ เช่น Star wars, Friends with you และแน่นอนว่าเพิ่มมูลค่ามาขนาดนี้

ราคาก็ย่อมสูงกว่า USB ทั่วไปเป็นธรรมดา

 

ผมเล็งรุ่น 4 GB ราคา $34.50 ไว้

 

 

2.Bluetooth JAWBONE 2 headset

หลายๆครั้งผมเองคุยโทรศัพท์ค่อนข้างนาน จึงอยากได้ Bluetooth เด็ดๆสักอัน เพื่อแบ่งเบาภาระ

ไม่ให้ต้องหนีบโทรศัพท์ แล้วคอเอียงไปมากกว่านี้ JAWBONE จึงเป็นทางเลือกหนึ่ง

ด้วยระบบตัดเสียงรบกวนภายนอกอย่างดีเยี่ยม, วัสดุที่ใ้ช้เป็นระดับ Military grade

และการออกแบบที่สวยงาม โดดเด่นมากๆ

 

ถึงแม้รุ่นที่ 3 หรือ Prime จะเพิ่งออกมา ด้วยคุณสมบัติและรูปร่างที่ไม่ต่างจากรุ่นเดิมมากนัก

แต่ราคากลับพุ่งไปเกือบ $100 ทำให้ตัดสินใจเลือกรุ่นเดิมดีกว่า ด้วยราคา $52

 

3.ลำโพง Harman Kardon รุ่น Soundsticks 2

แม้ว่าลำโพงรุ่นนี้จะออกมาค่อนข้างนานแล้ว แต่ด้วยคุณภาพเสียง, งานออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์

และราคาในตอนนี้ที่ถูกลงมาอย่างน่าใจหาย(เมืองไทยขายอยู่ 7,000) แต่ที่นี่ $110

สินค้าชิ้นนี้จึงเข้ามาอยู่ใน list อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะลำโพง Philips ชุดเดิมที่ใ้ช้มา

เกือบ 7 ปี เริ่มอาการไม่ดีแล้วเหมือนกัน 

 

 

4.รองเท้า Campers รุ่น Peu

หาเรื่องกลุ้มเพิ่มจากรองเท้าที่มีอยู่แล้ว 4 คู่ ยังแสวงหาอีกคู่นึง

ผมไปลองรุ่นนี้ที่ shop Campers แถว SOHO แล้วถูกใจมากๆ ใส่กระชับ, สบายสุดๆ

แถมแบบยังดูเรียบๆอย่างที่ชอบ แอบเก๋ด้วยเชือกที่ร้อยมาอย่างที่เห็นในรูป

 

สะดุดอยู่เรื่องเดียวคือราคาที่ปาเข้าไป $159 แถมยังไม่เคย sale เลยตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา

และเข้าใจว่าราคาคงลงมายากด้วย เพราะมันขายดี

 

 

5.กระเป๋าตังค์ Louis Vuitton รุ่น Damier Canvas

สารภาพว่าเพิ่งมาอยากได้เอาตอนท้ายๆ หลังจากที่ไปจับๆลูบๆมาสักพัก

แถม Damier เป็นลาย classic ที่ชอบอยู่แล้วด้วย  ต้องยอมรับว่าคุณภาพของ LV

เค้าเหนือกว่าจริงๆ เมื่อเทียบกับ Luxury barnd อื่นๆ อย่าง Gucci หรือ Prada

ขนาดรุ่นถูกสุด ราคาก็ยังไฮโซอยู่ดี $305

 

 

6.iPhone 3G รุ่น 16 Gb

แทบจะเป็นสินค้ามาตรฐานไปแล้วสำหรับคนที่มาอเมริกาแล้วซื้อของกลับไทย สำหรับ iPhone

ทั้งที่หิ้วไปใช้เองหรือเอาไปขาย ตอนนี้เครื่อง unlocked ใน e-bay หาได้ $450 ในขณะที่

3Gs 32 Gb ตัวใหม่ ราคาพุ่งไปเกือบ $900!

 

 

7.นาฬิกา Oris รุ่น Williams F1

เคยเกริ่นไว้แล้วว่าอยากได้ แต่ครั้งนี้คงไม่เล่นตัว Limited edition แล้ว เพราะแพงกว่า

รุ่นธรรมดากว่าเท่าตัวเลย ของใหม่หาใน e-bay ได้เกือบๆ $500 จากราคาป้าย $1,250

ถ้าของใช้แล้วก็เกือบๆ $300

 

 

8.กล้อง Panasonic Lumix LX3

อันนี้ยังไงก็ต้องซื้อ เพราะกล้อง Olympus ต้วเดิมที่ใช้งานมากว่า 6 ปี เริ่มงอแง

เลยอยากได้ตัวใหม่คุณภาพดีๆ และที่สำคัญคือขนาดเล็กพกพาง่าย และมาลงตัวกับ

กล้อง compact กึ่งๆ SLR ซึ่งก็มีให้เลือกไม่กี่ตัวในราคาไม่เกิน $500

(เพิ่มเงินอีกหน่อยได้ SLR แล้ว แพงชิบ)

 

เปรียบเทียบอยู่ระหว่าง Lumix LX3, Canon G10 และ Ricoh Gx200 แต่สุดท้ายคงเลือก LX3

เพราะภาพออกมาสีสวย ที่สำคัญคือตัวกล้องเล็ก และสวยกว่า!!

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

กว่าจะกลับเมืองไทยก็อีกสักพัก คงหลายเดือนอยู่ ไม่อยากซื้อตูมนึง หมดเงินไปเกือบ $2,000

เลยคิดว่าคงทยอยๆซื้อ โดยมีหลักคือ

 

สินค้า Technology ถ้าอันไหนไม่รีบใช้ รอซื้อทีหลังได้ เพราะหลายอย่าง ราคามันลงเร็ว

แต่กลับสินค้า fashion รอซื้อทีหลังกว่าได้ เพราะราคามันลงเร็วกว่า!

เพราะยังงี้เลยไม่ได้ซื้อสักที!!!

 

ปล. 1. ที่ว่ายังไม่รวมหนังสือ design อีก 10 กว่าเล่มที่เล็งไว้ เพราะที่นี่ถูกกว่ามากกกก

       2. มีแต่ LV นี่แหละที่ไม่เคย sale และราคาไม่เคยลงเลย แถมยังขึ้นเอาทุกปี

       3. อย่าหาว่าฟุ่มเฟือยเลยนะครับ ช่วยเลือกหน่อย ว่าอะไรน่าซื้อ อะไรน่าตัดออกดี

edit @ 27 Jun 2009 23:05:57 by sengkaraoke

 

เดี๋ยวนี้เวลานั่งกินข้าวอยู่กับบ้าน ผมติดดูหนังเอามากๆ

นั่งดูไปกินไปข้าง laptop นี่แหละบ้างครั้งดึกแล้วดูต่อไม่ไหว เก็บอีกครึ่งเรื่องไว้ต่อวันพรุ่งก็มี

.

.

แน่นอน ผมโหลดหนังจาก bit มาดูครับ

 

------------------------------------------------------------------------------------------------

 

พอดีผมเพิ่งทราบว่าหนังดังหลายๆเรื่องที่เข้าฉายที่อเมริกา กลับไม่ได้ลงโรงฉายที่ไทย

เลยอยาก review ทั้งหนังที่น่าหามาดู และไม่น่าเสียเวลา(โหลด)มาดู บางเรื่อง

 

Gran Torino

ที่อเมริกา หนังเรื่องนี้เพิ่งออกมาเป็น DVD สดๆร้อนๆ หลังจากกวาดรายได้ และคำชมไป

มากพอสมควร เมื่อลงโรงฉายหลายเดือนก่อน สารภาพตามตรงว่าผมไม่ใช่แฟนหนังของ

Clint Eastwood แต่ดูเรื่องนี้เพราะ poster สวย!

 

พระเอกของเรื่องเป็นทหารผ่านศึกปลดเกษียณ หัวรุนแรง, ขวาจัด, เข้ากับใครไม่ค่อยได้

ผู้หวังใช้ชีวิตบั้นปลาย แต่ดันมาอยู่ใน neighborhood ของคน Asian-American พวก Hmong(ม้ง)

จนวันหนึ่งจับพลัดจับผลูไปช่วยเพื่อนบ้านจากการคุกคามของพวก Ganster ท้องถิ่น จนคนแถวนั้น

บูชาแกเหมือน Hero!

 

- หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนสองเชื้อชาติสองวัยได้อย่างกลมกลืน 

- ฉาก Clint Eastwood ควงปืนไล่พวก Ganster นั้นเรียกได้ว่า เรียบง่าย แต่น่าประทับใจกว่า

   หนัง action ตูมตามหลายๆเรื่องเสียอีก

- เพลงตอนจบเพราะ และซึ้งมากๆ

- ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ได้ Oscar!

 

 

Role Models

2 หนุ่มเพื่อนร่วมงาน ซึ่งมีบุคลิกตามกันสุดขั้วคนหนึ่งบ้างาน อีกคนเหมือนสนุกไปวันๆ

จนวันหนึ่งมีเหตุให้ทั้งสองคนต้องไปทำงานเพื่อสังคม เป็นเหมือนพี่เลี้ยงของเด็กมีปัญหา

ทั้งเด็กโคตร nerd(ไอ้หมอนี่เล่นกี่เรื่องก็ได้บท nerd ตลอด) และเด็ก 6 ขวบผิวดำแก่แดด

และปากร้ายสุดๆ(ตัวขโมยซีนชัดๆ มีแววรุ่งแน่ๆ) อะไรจะเกิดขึ้นตลอดเวลา 150 ชั่วโมง

ที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน

 

- ตลกตามสูตรหนัง American Comedy เป๊ะ แต่จุดเด่นอยู่ที่การจับคู่นักแสดงที่ฮาเข้าขากันจริงๆ

- ผมยกให้อยู่ใน top list หนังตลกในดวงใจไปแล้ว รวมกับ Borat , Little Miss Sunshine, Superbad,

  Meet the Parents

 

 

Friday the 13th (2009)

เล่าเรื่องประวัติของ Jason ฆาตกรโรคจิต ผู้อำพรางใบหน้าภายใต้หน้ากาก Hocky กลับมาอีกครั้ง

ในปี 2009 กับการฆ่า ฆ่า ฆ่า เหล่าวัยรุ่นโชคร้ายที่หลงมาแถว Crystal Lake

 

- เป็นหนังแนวเลือดสาดที่ไม่ได้มีอะไรใหม่ นอกจากจุดขายคือ ตัว Jason

- เต็มไปด้วยฉาก sex และความรุนแรง ถ้าชอบแนวนี้ก็ไม่ควรพลาด หา Unrated version มาดูนะ

- ผมเองก็ชอบแนวนี้ แต่คิดว่าเป็นหนัง remake ที่ทำออกมาสู้ Hollaween (2007) ที่กำกับโดย

  Rob Zombie ไม่ได้

- โหลดมาดูเพราะชอบ poster (อีกแล้ว)

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------

 

แถม.. เมืองไทยก็ฉาย แต่ดูแล้วชอบ

 

 

Confessions of a Shopaholic

สร้างจากนิยายขายดี เรื่องราวชีวิตและความรักของสาว New York ผู้เสพติดการ shopping

เป็นชีวิตจิดใจ เธอจะทำเช่นไร เมื่อวันหนึ่งรูดการ์ด shopping จนติดหนี้ credit card หัวบาน

แถมตกงานอีกต่างหาก!

 

- เนื้อเรื่องสนุกสนานใช้ได้ ดูแล้วแอบอินนิดๆ อาจเป็นเพราะเราอยู่ NY และชอบ shopping เหมือนกัน!

- นางเอกดูบ๊องๆ แอบแบ๊วได้อีก

- โฆษณา Fashion brand ในเรื่องเยอะมากกก ระวังอย่าเคลิ้มละ

- แต่ดูจบแล้วผม inspire นะ ไม่ว่าคนเราจะ obsess กับเรื่องใดๆก็ตาม หากรู้จักใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา

  มันก็เกิดประโยชน์กับตัวเองได้เหมือนกัน(เหมือนปลอบใจตัวเองยังไงพิกล)

 

พักหลังเวลาผมเริ่มทำกับข้าว มักเกิดอาการตัน คือมันคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรกินดี

ก็เล่นผัดทุกวันมาปีกว่า มันก็ต้องเมนูซ้ำกันบ้างเป็นธรรมดา

.

.

จนวันหนึ่งไปกินติ่มซำที่ร้านจีน เห็นลังขนมจีบจึงนึกขึ้นได้ว่า การทำอาหารนั้น

ไม่ได้มีแค่ผัด, ทอด, ต้ม, ปิ้งย่าง(ซึ่งทำที่นี่ไม่ได้ ควันเยอะมาก) แล้ว

ผมยังไม่เคย"นึ่ง"มาก่อน

 

 

ซี่โครงเนื้อนึ่งพริกไทยดำ

ซื้อซี่โครงเนื้อมาแบบพอกินได้ 3 มื้อ หั่นเป็นชิ้นๆ เอาสากกะเบือหรือค้อนทุบเนื้อ

ให้มันนุ่มๆหน่อยก็ดี จากนั้นหมักด้วยน้ำสับปะรดเพื่อให้มันนุ่มเข้าไปอีก ตามด้วยกระเทียมสับ,

พริกไทยดำที่ตำเอง ซึ่งหอมกว่าแบบสำเร็จ ที่เหลือก็ตามสูตร คือซีอิ๊ว, น้ำมันงา, น้ำตาล

กะเอารสชาตตามใจชอบ

 

จากนั้นจัดใส่จานวางบนเตานึ่ง ของผมอัตคัตนิดนึง คือตัวถาดนึ่งมันเล็กมาก เลยต้อง

วางบนหม้อหุงข้าว ตั้งให้น้ำเดือด แล้วปิดฝา รอสุก เสร็จแล้ว!

 

อย่างที่บอกว่าถาดมันเล็ก แต่ซี่โครงที่เตรียมไว้มันเยอะ เลยต้องสลับกันนึ่งนานหน่อย

สุดท้ายก็ออกมาอย่างที่เห็น มีผักนึ่งวางเคียงไว้ก็ออกมาอย่างที่เห็น

 

เนื้อซึ่โครงนุ่มๆติดมัน แทะกันอย่างอร่อยเหาะ หอมกระเทียมกับพริกไทยดำกรุ่นๆ

กินกับข้าวสวย หรือข้าวต้มร้อนๆ สุดยอดเลย! ข้ิิอดีอีกอย่างของการนึ่งคือ

น้ำมันน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักนะครับ

 

 

 

หอยแมงภู่นิวซีแลนด์อบกระเทียมชีส

จำได้ว่าตอนอยู่เมืองไทย เคยเห็นไอ้หอยแมงภู่ตัวยักษ์จากนิวซีแลนด์ ขายกันแพงเอาเรื่องอยู่

พอมาอยู่นี่เห็นขายแบบ frozen ใน supermarket ราคาถูกแฮะ $5 นี่ได้มากล่องเบ้อเริ่ม

เกือบ 30 ตัว เลยสอยมานึ่งกินดีกว่า

 

เริ่มจากเอาหอยออกมาล้างก่อน(อย่าทะลึ่งล่ะ) วางเรียงใส่จานพักไว้ จากนั้นเอากระเทียม

และหัวหอมมาสับละเอียด ถ้ามีรากผักชีก็ใช้ด้วย แล้วเอามาผัดปรุงรสด้วยน้ำปลา, น้ำตาล,

พริกไทย เหมือนเดิม น้ำมันหอยนิดนึงก็ได้ กะให้พอราดบนหอยพอดีๆล่ะ

 

ราดเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ลงบนหอย หั่น mozzarella ชีสตามลงไปให้ทั่วๆ

ถ้าเป็นฝอยๆหน่อยจะดีกว่า ที่ท่านเห็นมันยังเป็นก้อนๆอยู่เพราะผมชี้เกียจนั่นเอง 

 

ครั้งนี้หาเตานึ่งใบใหญ่ได้ เลยไม่ต้องใช้หม้อหุงข้าวแล้ว สามารถเอาหอยที่เตรียมไว้

นึ่งทั้งจานได้เลย นึ่งจนชีสมันละลายลงเต็มๆเปลือก ก็ยกขึ้นได้เลย

 

ยกกินแต่ละฝาน้ำตาจะไหล อร่อยโคตรๆเลยครับ หอยแมงภู่นิวซีแลนด์มันตัวใหญ่ดีแท้

เต็มคำเหลือกัน เคี้ยวกันหนึบหนับกับชีสหอมๆเหนียวๆ แก้เลี่ยนด้วยเครื่องปรุงกระเทียม

พริกไทยที่ราดไว้อีก หอยจานใหญ่ๆนั่นกับข้าวสวยจานนึงหมดไปอย่างเร็ว

.

.

 

ยังเหลือหอยอยู่อีกครึ่งกล่อง..

ครั้งหน้าจะลองใส่กุ้งสับลงไปด้วย เจอกันแน่!!

edit @ 13 Jun 2009 01:04:13 by sengkaraoke

 

สวัสดีครับ

 

กว่าครึ่งเดือนที่ผ่านมาที่หายตัวไป ขอ update คร่าวๆตามนี้แล้วกัน

.

.

ผมเพิ่งไปลงเรียน course Continuing Education ที่ SVA(School of Visual Art)

เพราะหลายๆคนที่เคยเรียนบอกว่าที่นี่สอนดี เลยไปสมัครไว้ 2 ตัว คืิอ Package design กับ

Brand Identity เพราะตั้งใจไว้นานแล้วว่าก่อนกลับไทย อยากเรียนอะไรเกี่ยวกับ design ที่นี่ดู

เรื่องของเรื่องคือ.. อยากรู้ว่าฝรั่งเค้าจะสอนเรายังไง

 

พอเริ่มเรียนปั๊บ งานเข้าเลยทีนี้ อ.สั่ง assignment มาเยอะ ทำใหช่วงนี้ต้องแบ่งเวลาดีๆ

อาทิตย์นึงเรียน 2 วัน ต้องทำงานอีก 4 วัน(ช่วงนี้ยิ่งเบื่อๆงานที่ร้านอยู่)

ว่างวันนึงก็ไม่ได้ออกไปเที่ยว เพราะไหนจะต้องต้องนั่งทำการบ้าน, ซักผ้า, จ่ายตลาด,

ทำกับข้าวอีก โอย สารพัด

สรุปว่าช่วงนี้ยุ่งสุดๆ แถมยังทะลึ่งแก้เครียดด้วยการ shopping อีก!!

 

ได้เสื้อผ้ามาอย่างเยอะ ถูกสุดๆ(ไว้เล่าวันหลัง), หนังสือ, ของเล่น!

เลยเครียดหนักกว่าเดิม เพราะจน 555

 

ไหนๆก็บ่นมาเสียยาว ขอเมาท์ต่ออีกนิด

ของที่อยากได้ตอนนี้คือ ไอ้สองเรือนที่ท่านเห็น ทางซ้ายคือ Gucci watch งามมากๆ

แต่แพงเว่อร์ไปหน่อย $1200 แถมหน้าปัดใหญ่เกินไม่รับกับข้อมือเล็กๆอย่างผม

สุดท้ายเลยมาดูอีกตัวที่ชอบ คือ Oris รุ่น Williams F1 ตัวพิเศษ Limited Edition

นี่ก็งามสุดๆเช่นกัน ไปลองมาแล้ว กำลังชั่งใจอยู่เพราะขนาดราคามือสองใน e-bay

ยังแพงกว่ารุ่นปกติมือหนึ่งเยอะอยู่เหมือนกัน

 

เพิ่งบ่นว่าจน ยังจะ plan ซื้อของแพงอีก!

.

.

ก็ shopping มันคลายเครียดได้(ชั่วคราว)นี่หว่า!!

edit @ 11 Jun 2009 10:33:13 by sengkaraoke

Moma 01:เซอร์แดก!

posted on 22 May 2009 08:42 by sengkaraoke  in onGoing

 

ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เป็นอะไรไม่ทราบ ว่างเมื่อไหร่ ชีพจรลงเท้า

ออกเที่ยวนอกบ้านตลอด บางวันไปสองสามที่ คาดว่าคงหลายตอน กว่าจะลงให้ดูได้หมด

 

เริ่มด้วยหนึ่งใน museum ที่หลายๆคนที่เพิ่งมา NY ต้องไปเป็นที่แรกๆ

นั่นคือ MOMA หรือ Museum of Modern Art นั่นเอง

 

MOMA นั้นได้ชื่อว่ารวบรวมงาน Fine Art ชื่อดังของโลกไว้เป็นจำนวนมาก,

มี Exhibiton พิเศษที่น่าสนใจหมุนเวียนมาให้ชมตลอด บวกกับทำเลที่ตั้งซึ่งถือว่าดีมากๆ

เพราะอยู่ใกล้กับ Fifth Avenue แหล่ง shopping ชื่อดัง

จึงไม่น่าแปลกใจที่แต่ละวัน มีผู้คนมากหน้าหลายตาแห่แหนเข้ามาชมอย่างไม่ขาดสาย

โดยเฉพาะเหล่า Tourist

สังเกตได้จากคู่มือแผ่นพับประกอบการชม ที่พิมพ์ออกมาถึง 6 ภาษา! 

 

ภายนอกและภายในของ MOMA นั้นตกแต่งอย่างเรียบง่าย และทันสมัย

มี 6 ชั้น แบ่งตามประเภทของงาน และชั้นใต้ดินอีก 2 ชั้นสำหรับงานประเภท film 

 

ผมเองไม่ได้ร่ำเรียน หรือสนใจงานด้าน Fine Art โดยตรง(ออกแนว Commercial Art มากกว่า)

เลยมาดูแบบเพลินๆ ถือว่าเปิดหูเปิดตาหาแรงบันดาลใจ มากกว่าที่ีจะอินจัดๆกับงานแต่ละชิ้น

เรียกว่า ดูเอาอารมณ์มากกว่าดูหาความหมาย ว่ากันยังงั้น

 

งานที่คัดมาลงใน entry นี้ คัดมาใน theme ที่เรียกว่า เซอร์แดก เอามากๆ

ขอย้ำว่างานของ MOMA ไม่ได้ออกแนวนี้ทั้งหมดนะครับ

.

.

 

เริ่มจากงาน Performance Art จากศิลปิน Asian-American นามว่า Sam Hsieh

โดยเค้าสร้างงานศิลปะด้วยการขังตัวเองอยู่ในกรงไม้ที่สร้างขึ้นในห้อง โดยปฏิญาณว่า

จะไม่ออกไปไหน, ไม่อ่านหรือเขียนหนังสือ, ดูหนัง ฟังเพลง หรือพูคุยกับใครทั้งสิ้น

เป็นเวลา 1 ปี!

 

Sam มีเพียงผู้ช่วยหนึ่งคนคอยส่งข้าวส่งน้ำให้ และคอยถ่ายรูปหน้าตรงของเค้าทุกวัน

เพื่อดูความเปลี่ยนแปลง(อย่างที่เห็นแปะเรียงไว้รอบห้องนั่นแหละ)  

และเปิดให้ผู้คนเข้ามาชมได้เพียงเดือนละสองวันเท่านั้น

ฟัง concept แล้วเรียกว่าล้ำพอสมควร แต่ขอโทษ งานนี้จัดขึ้นเมื่อปี 1980

หรือ 20 กว่าปีก่อนครับ!

 

(เดาว่า)ในยุคนั้น งานของ Sam คงได้รับความสนใจพอสมควร ถัดจาก Project นี้

จึงมีงานคล้ายๆกันตามออกมา เช่น

- ใช้ชีวิตอยู่กลางแจ้ง หมายถึงไม่เข้าไปในที่ร่มใดๆทั้งสิ้น(ยานพาหนะด้วย) เป็นเวลา 1 ปี

- ใช้ชีวิตตามปกติกับผู้หญิงคนนึง(ไม่แน่ใจว่าเป็นใคร) และใช้เชือกยาว 1 เมตรผูกติดกัน

โดยไม่พูดคุย หรือแตะเนื้อต้องตัวกันเป็นเวลา 1 ปี

- ต้องเข้าไปตอกบัตรในห้องๆหนึ่งทุกๆ 1 ชม. เป็นเวลา 1 ปี(คล้ายๆ Lost season 2 นะ)

.

.

 

อีกชิ้นเป็นงานชื่อว่า "g" คือเค้าใช้ก้อนตะกั่วกลมวางไว้บนแป้น keyboard ของ Macbook

ตรงตัว g เพื่อให้ program word พิมพ์ตัว g ไปเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด..

 

 

งานชิ้นนี้ค่อนข้างอยู่ผิดที่ผิดทาง คือมาอยู่ชั้นสอง ซึ่งแสดงงานเกี่ยวกับ Design&Architecture

พอดูสักพักกลับงงหนักเข้าไปอีก เพราะมันไม่เหมือนงานที่เอามาติดตั้ง แต่เหมือนกับเค้า

เจาะผนังเข้าไป เหมือนว่าส่วนนี้ยังสร้างไม่เสร็จ แต่สุดท้ายพออ่าน concept ข้างๆจึงถึงบางอ้อ

นี่คืองานศิลปะครับ..

 

ศิลปินเ้ค้าเฉือนเอาผนังส่วนหนึ่งของ MOMA ในช่วง renovate โดยคงสภาพเดิมไว้ ทุกประการ

แถมมี video ประกอบให้ดูด้วย โดย MOMA เองก็รักษาผนังส่วนที่ถูกเฉือนนี้ไว้ ไม่ได้ซ่อมแซมอะไร

ทำเป็นเล่นไป งานชิ้นนี้เคยถูกยืมไปแสดงที่ Art Museum อื่นมาแล้วนะครับ

อ้อ ลืมไป งานนี้ใช้ชื่อว่า The MOMA wall..

 

 

อย่างที่เห็นตามรูป ศิลปินพับกระดาษ A4 สีขาว 4 ทบ และคลี่ออกมา.. ครับ

 

งานชิ้นอยู่ใน series เดียวกัน และถือว่าแรงมากๆสำหรับผม กล่าวคือ

เค้านำเศษกระดาษ A4 สีขาวที่ถูกฉีกออกมาเป็นชิ้นๆ วางรวมๆกัน.. ครับ.. แค่นั้น

.

.

 

บางครั้งศิลปะก็เป็นเรื่องที่เข้าใจยากสำหรับผมจริงๆ..

edit @ 22 May 2009 10:51:47 by sengkaraoke

ทัวร์บริโภคเล็กๆ

posted on 14 May 2009 04:13 by sengkaraoke  in food

 

กิจกรรมยามว่างของคนไทยที่นี่อย่างนึงนอกจากเรื่อง shopping แล้ว..

ก็เห็นจะเป็นเรื่องกินนี่แหละครับ ซึ่งร้านอาหารไทยอร่อยๆนั้น ย่อมมาเป็นอันดับหนึ่ง

รองลงมาเป็นพวกร้านญี่ปุ่น แบบที่จะพาไปชมในวันนี้

 

เริ่มด้วย Nobu ร้านอาหารญี่ปุ่นแนว fushionที่ดังมากก และแพงมากกเอาเรื่องเช่นกัน

ก่อตั้งโดย Chef Nobu และมี Robert De Nero มาร่วมหุ้นด้วย ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลนึง

ที่เหล่า Celebrities นิยมมากินกันก็เป็นได้

 

เหตุที่คนไทยจนๆอย่างเรายังอุตส่าห์กระเสือกกระสนมากิน เป็นเพราะ promotion

ชุด lunch special ที่ลดราคาเหลือ $24.70 ซึ่งถือว่าถูกมากๆ สำหรับร้านนี้

เพราะถ้ากินเมนูปกติ กุ้งเทมปุระตัวนึงก็ปาเข้าไป $7 แล้ว!

 

เริ่มด้วย appetizer กันก่อน วันนั้นไปกันสามคน เลยเลือกมาคนละอย่าง

จานซ้ายสุดเป็นกุ้งเทมปุระแบบ rock(คือคำเล็กๆ) ราดด้วย creamy spicy sauce อร่อยดี

แต่ให้มาแบบจุ๋มจิ๋มมาก จานบนคือ Sashimi salad ราดด้วย Matsushisa dressing

ซอสที่ราดมาออกเปรี้ยวๆ เข้ากับ Sashimi ดี

ส่วนอันสุดท้าย คล้ายๆยำมะเขือรวมอะไรสักอย่าง รู้สึกไม่คุ้มสุดก็อันนี้แหละ

 

หลังจากกำจัด appetizer ไปอย่างรวดเร็ว ก็ถึงคราของ main dish บ้าง เริ่มด้วยของ basic

อย่างเนื้อย่างราด Teriyaki sauce ซึ่งอร่อยมากๆ เนื้อนุ่มๆเข้ากับซอสหวานๆเป็นอย่างดี

 

ตามมาด้วยปลา Black Cod ย่างราดด้วย miso sauce ขอบอกว่าจานนี้เหมือนเป็น hightlight

ของมื้อนี้เลยทีเดียว เพิ่งรู้ว่าเนื้อปลา Black Cod มันอร่อยขนาดนี้ หวานๆมันๆ คล้ายปลาหิมะ

แต่อร่อยกว่าเยอะ เลยคิดจะกลับไปลองทำเอง

แต่พอไปดูใน supermarket ถึงรู้ว่ามันขายกัน pound ละ $16!! จบข่าว..

 

ตามมาด้วยซูชิรวม ซึ่งอร่อยอีกแล้ว แต่เสียนิดเดียวที่เหมือนซูชิจะแห้งไปนิด

เหมือนว่าปั้นทิ้งไว้สักพักนึง

 

ตบท้ายด้วยของหวาน คือ cake กล้วยหอม ซึ่งรสชาตงั้นๆ แต่ที่เด็ดคือ ice cream 

ที่วางไว้ลูกเล็กๆข้างๆ เป็นรส Ginger Caramel อร่อยดี มีกลิ่น Ginger ด้วย

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

จบจาก Nobu ต่อด้วยร้านญี่ปุ่นอะไรสักที่แถว St.Mark ซึ่งสาเหตุที่มากินกันเอาตอนตีหนึ่ง

เพราะมันปิดดึก, คนเยอะ ดูคึกคัก และใกล้ร้านที่ทำงานดี (คือมากินกันหลังเลิกงานนั่นแหละ)

 

บรรยากาศร้านตกแต่งได้แนวมากๆ คือแนวแบบญี่ปุ่น ประมาณว่าอุดมไปด้วย poster

หนังญี่ปุ่นเก่าๆ กับตู้ปาจิงโกะ แถมคนที่มากินส่วนใหญ่ก็มีแต่พวกขี้เมาอีกต่างหาก!

 

มาแล้ว ทาโกะยากิ กับราเมงชามใหญ่โคตร

 

ข้าวผัดเห็ดรวม อร่อยตรงที่เค้าใส่มันหมูชิ้นเล็กๆลงไปผัดด้วยนี่แหละ

 

ของจำพวกปิ้งๆย่างๆ คือ ลูกชิ้นหมู, ไก่+ต้นหอมญี่ปุ่น, ปลาหมึกเสียบไม้ย่าง 

กินแล้วคิดว่าถ้าได้น้ำจิ้มไก่ของไทยราดเสียหน่อยจะอร่อยขึ้นเยอะ

 

จริงๆแล้วยังสั่ง โอโคโนมิยากิ, ข้าวแกงกะหรี่หมูทอดมาอีก กับ

Ice cream mochi มากินอีก แต่ถ่ายรูปไม่ทัน ตอนนั้นหิวหน้ามืดไปหน่อย

 

โดยรวมรสชาตถือว่ากลางๆ ไม่ได้พิเศษมาก ถือว่ากินเอาอิ่มในราคาสบายกระเป๋า

ในบรรยากาศร้านดีๆ แต่เหตุผลที่มากินก็คือ

.

.

.

 

ถ้วยเล็กๆใส่น้ำตาลสีชมพูกลิ่นสตรอเบอรี่ ที่ร้านเค้าให้มาคนละถ้วยหลังกินเสร็จ!?

 

 

จากนั้นเราก็เอาน้ำตาลที่ว่าใส่ลงไปในเครื่องปั่นสายไหมหน้าร้านนี่เอง!!

ใช้ไม้ตะเกียบนี่แหละ หมุนควงเอาเลยตามใจชอบ เห็นคนมาต่อคิวกันทำสายไหมบ่อยๆ

อยากทำบ้าง เลยมากินที่ร้านนี่แหละ(ลงทุนมากไปไหม)

 

ผลงานที่ออกมาดู abstract มากๆ..

edit @ 14 May 2009 08:46:50 by sengkaraoke

 

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ไปเดินเที่ยวงาน NY International Auto Show'09

ซึ่งงานนี้ได้ชื่อว่าเป็นงานแสดงรถยนต์ที่ใหญ่ เป็นอันดับสามของอเมริกา

(รองจาก Detroit และ Chicago)

 

โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ไม่ได้ชอบรถในแบบที่ว่า อยากได้ หรือชอบขับ

แต่ชอบเพราะว่ามันดูสวยแค่นั้นเอง ดังนั้นการมาเที่ยวงานครั้งนี้จึงเหมือนกับการมาดูบรรยากาศ

และเก็บข้อมูลหลายๆอย่างเพื่อใช้ในการทำงานในอนาคต (นักออกแบบด้วยกันคงเข้าใจ)

เลยหยิบยกบางส่วนมาให้ดูกันเล่นๆ

 

 

BMW

บูธ BMW ขนเจ้า Roadster Z4 ตัวใหม่มาโชว์ ซึ่งความพิเศษอยู่ที่ เค้าเชิญ Artist มาใช้ Z4

สร้างงานศิลปะให้ โดยการละเลงสีไปบนล้อรถ แล้วขับซิ่งใน Studio พื้นสีขาว

จนเกิดงาน Abstarct ที่เกิดจากรถ BMW ขึ้นครั้งแรกในโลก!

เข้ากับ concept ของรถ คือ Expression of Joy

 

 

Volkswagen

VW นับเป็นหนึ่งในบูธที่ผมชอบมาก เพราะอารมณ์รวมๆทำออกมาคล้าย Apple ยังไงชอบกล

คือออก Modern, Clean และ Friendly ทีเดียว ดูได้จาก Activity สนุกๆในงาน เช่น

Caraoke คือ เค้า promote feature ใหม่ของ new beatle ว่าสามารถร้อง karaoke ในรถได้

ด้วยการให้คนเข้าไปร้อง karaoke ในรถ แล้วโชว์ออกขอข้างนอกจริงๆ

เรียกความสนใจจากผู้คนได้มากพอสมควร

 

ที่น่ารักอีกอย่าง คือหน้างาน มีรถ Beatle รุ่น classic ตั้งไว้เป็นพิธีกรในงาน!

พูดได้จริงๆนะครับ แต่เสียงมาจากคนอื่นในบูธนั่นแหละ idea น่ารักมากๆ

 

 

Scion

ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหูในบ้านเรา เพราะ Scion เป็นอีก brand หนึ่งของ Toyota ที่แยกมาเพื่อใช้

ทำตลาดกับกลุ่มวัยรุ่นใน US ด้วย concept คือ รถราคาถูก และมีชุดแต่งเพียบ

แถมแต่งออกมาแล้วสวยด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับบรรยากาศบูธที่เหมือนอยู่ใน club

คือ มืดๆหน่อย ประกอบกับเพลง dance ดีๆที่มี dj มาคอยเปิดแผ่น

เรียกว่าดึงดูดวัยรุ่นกันสุดฤทธิ์เลยทีเดียว

 

ยังไม่พอ ของแจกเค้ายังดีด้วยนะครับ บูธอื่นเค้าแจกแค่ถุง แต่ Scion ถุงก็มี แถมออกมาสวย

เหมือนถุง fashion เลย (ไม่ hard sale) นอกจากนี้ยังมีแผ่น cd เพลง exclusive ที่ djmix เอง

ถุงเท้าใส่ ipod และ magazine ของ scion เอง แจกด้วย!!

 

 

บูธ Mini เอง เล่นปูพื้นหญ้า เพื่อสื่อถึงแนวคิดว่า ขับ Mini สนุกเหมือนวิ่งเล่นอยู่บนพื้นหญ้า

 

 

ยลโฉม concept car สำหรับคนรักหมา โดย Honda feature ข้างในเรียกว่าบริการหมา

ให้นั่งสบายกว่าคนเสียอีก

 

 

รถ Alfa Romeo รุ่น Bat 21 เข้าใจว่าได้แรงบันดาลใจจากรถ Batman ชัวร์ๆ

 

 

อย่างที่บอกว่าไม่ชอบขับรถ แต่เห็นคันนี้แล้วอยากขับเป็นบ้า รถ Nissan รุ่น Cube

น่ารักสุดๆ ยังกับหลุดมาจากการ์ตูนอาราเร่! 


และรถคันสุดท้าย

.

.

.

 

 

Transformer ขนาด 1:1 !!!

.

.

 

ใหญ่โตอลังการ เท่ห์โคตรๆ เจ้า Bumblebee ยืนคู่กับรถ Chevy ตอนยังไม่แปลงร่าง

สุดยอด marketing ด้วย คือเค้าจะกันบริเวณไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งก็คือพื้นที่ที่ถ่ายรูปเรา

คู่กับ Bumblebee แล้วสวยที่สุดนั่นเอง โดย Chevy จะจัด staff คอยถ่ายรูปให้ฟรี

จากนั้นเค้าจะให้เราไป download รูปได้ที่ web ของ Chevy

ซึ่งเราต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว และแบบสอบถามนิดนึงก่อนถึงจะโหลดได้

 

Win Win จริงๆ

 

 

ปล. งานมอเตอร์โชว์ของฝรั่งเค้าไม่ได้มี pretty เยอะเหมือนบ้านเราครับ

       เรียกว่าไม่มีเลยก็ว่าได้.. (ไม่ใช่ว่าเก็บไว้ดูคนเดียว)

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

แถม

รถเข็นของน้องคนนี้จี๊ดมากๆ เข้ากับงานโชว์รถจริงๆ

เท่าที่ถามดู พ่อเด็กบอกว่าเป็นงาน custom ซื้อมาจาก LA..

edit @ 28 Apr 2009 08:05:04 by sengkaraoke